ข่าวบันเทิง

ฉันร้องไห้ เมื่อฟังเยนา -- อินดี้ร็อคและคำถามถึงสังคม

ฉันร้องไห้ เมื่อฟังเยนา -- อินดี้ร็อคและคำถามถึงสังคม

ลืมไปแล้ว –เพลงเพื่อชีวิต— ฉันอยากจะฉีกคำนิยามนี้ทิ้งลงถังขยะอะไรนะ ที่เรียกว่าเพลงเพื่อชีวิต—เพลงที่มีเนื้อหาในเชิงเพื่อสังคมใช่ไหม กล่าวถึงสังคม ความไม่เท่าเทียม คนชั้นชาวนา กรรมกร การเมือง อย่างนั้นหรือ แล้ววันนี้ยังมีเพลงแบบนั้นมากน้อยแค่ไหนกัน.

อันที่จริงไม่มีแนวเพลง “เพื่อชีวิต” หรอกนะ จุดเริ่มต้นของเพลงที่กล่าวถึงสังคมนั้นมาจากแนวคิดทางการเมืองเชิงสังคมนิยม หรือจำกัดขอบเขตให้แน่ชัดก็คือช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 ที่เริ่มมีวงดนตรีที่เป็นปากเสียงของกลุ่มเรียกร้องแทนชนชั้น เพลงของการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพลงเพื่อสังคมก็รับความนิยมมากขึ้น วงที่มีชื่อเสียงยาวมานานจนปัจจุบันก็คือ คาราวาน ซึ่งที่จริงเป็นดนตรีแนวโฟล์ค (ซึ่งภายหลังปรับเปลี่ยนเป็นโฟล์คร็อคและร็อค)  เนื้อหาของเพลงเปลี่ยนไปเมื่อหลังยุค 6 ตุลาคม 2519 เมื่อเกิดการล้อมปราบนิสิตนักศึกษา และกองทัพนักศึกษาหันหน้าเข้าสู่การปฏิวัติ เพลงจึงเน้นแนวคิดแบบพรรคคอมมิวนิสต์มากขึ้น กระทั่งเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

ในยุคต่อมา หลังคำสั่ง 66/2523 ป่าคืนเมือง รัฐเปิดรับให้ผู้ที่ “เข้าป่า” กลับสู่เมือง กลุ่มผู้มีอุดมการรณ์กลับมาสู่สังคมไทยพร้อมกับบทเพลงเพื่อชีวิตก็ยังคงเวียนวนในสังคม วงดนตรีชื่อ คาราบาว ออกอัลบั้มแรกในปี 2524 เป็นเพลงเพื่อชีวิต ในแนวเพลงร็อคที่โด่งดังถล่มทลาย และยังคงมีศิลปินแบบเดียวกันนี้มากมายในยุคเดียวกัน
.
วงการเพลงปรับเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก “เพลงเพื่อชีวิต” ค่อยๆ คลายความนิยมลง และแนวเพลงต่างๆ ชัดเจนขึ้น โดย “เนื้อหา” แบบเพลงเพื่อชีวิตลดลงกลายเป็นเพลงรักมากขึ้น
น่าแปลกเหลือเกินที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เพลงรักก็มีความแตกต่างหลากหลาย และเนื้อหาของเพลงก็กลับหลากหลายมากขึ้น
.
ผู้ชายสามคน ผมยาว ไว้หนวด แววตานิ่งลึก ลึกอย่างที่สะกดให้เราต้องเงียบนิ่งฟังเขา เรื่องเล่าราวบทกวีแสนเศร้า เรียบง่าย คำถามถามซื่อๆ ที่ล่องลอยวนเวียนในหัว


กุล พงศ์พิพัฒน์’ (ร้องนำและกีตาร์) คึกฤทธ์ เยนา (มือกลอง) และโฟน อิงอมรรัตน์ (มือเบส) ผู้ชายสามคนผู้กำเนิดในยุคที่ไม่มีควันปืนของป่าปฏิวัติ ฉันเคยได้ยินเพลงของเขาครั้งแรกในงานวันสืบนาคะเสถียร นอกจากแววตานิ่งๆ สิ่งที่จำได้คือนิ้วเรียวยาวที่จับไมค์วันนั้น
.
ซีดีอัลบั้มเยนานั้น นับเป็นที่สุดของการออกแบบ ภาพปกสองสี ปกหน้าเป็นด้านหลังชายผมยาว ปั๊มนูนชื่อวงเยนา ด้านหลังเห็นด้านหน้าของชายผมยาวยกเสื้อขึ้นเช็ดหน้า พร้อมชื่อเพลงในอัลบั้มเรียงข้าง ซึ่งเมื่อฟังจบทั้งอัลบั้ม ฉันเข้าใจว่านั่นคือท่าเช็ดน้ำตา ซองเย็บด้วยด้าย เวลาเปิดซองต้องดึงด้ายออก (นึกภาพเชือกถุงดิน) โปสเตอร์เนื้อเพลงแผ่นใหญ่ขนาดเอ 2 พร้อมกล่องพับซีดีอีกต่างหาก

เยนา อ่านชื่อวงอีกครั้ง แนวดนตรีอินดี้ร็อคน่าฟัง ด้วยเสียงร้องเอกลักษณ์ ซื่อๆ จริงใจ --เนื้อหาของเพลงนั่นต่างหาก ที่ทำเอาน้ำตารื้นได้ เนื้อหาที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม ความเจ็บปวดซื่อๆ ของการถูกเอารัดเอาเปรียบ และคำถามที่ล่องลอยในสายลมมาช้านาน --เต็มไปด้วยคำถามสู่สังคมถึงปัญหาสังคมที่หมักหมม
.
เสียงกลองและกีตาร์กลิ่นโฟล์คร็อคขึ้นเพลงแรก “คนรับใช้”
“หอบผ้าหอบผ่อนมาเมืองกรุง มุ่งสู่อาชีพคนรับใช้ เรียนมาแค่ไหนมันก็ได้แค่นั้น
ผ้าถุงหนึ่งผืน เสื้อยืดคอกลม เคี้ยวหมากขื่นขมแทบล้มทั้งยืน อดทนกล้ำกลืนฝืนหิวต่อไป”
……..
และจบลงด้วยคำถามปิดเพลงว่า
“ทุกสิ่งในโลกต่างหมุนเวียนเปลี่ยนภาระหน้าที่รับใช้ซึ่งกันและกัน
แต่คุณค่าความสำคัญความเป็นคนใยแบ่งชนชั้นแตกย่อยชั้นทับถมกันเพียงเพราะต่างวิธีหากิน”
แค่เพลงแรกภาพของสังคมไทยก็ฉายชัด
.

“เพลงตำรวจ” และ “แกงไตปลา” สองเพลงต่อมาที่ตั้งคำถามถึงยศฐาของคนในเครื่องแบบที่แท้แล้วมันคืออะไรกันแน่

.

ในเพลง “กรุงเทพฯ” นี่เอง ที่พูดถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยดนตรีที่เหมือนสนุกสนานแต่เจือด้วยความเศร้า เล่าภาพ “เด็กหญิงหน้าตามอมแมม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยคราบน้ำตา มีใครบ้างไหมรู้ว่าเธอลืมเวลาเข้านอนตั้งแต่อายุห้าปี เด็กชายหน้าตามัวเมา ใบหน้าดูเปื้อนเศร้ารอยบาทา มีใครรู้บ้างไหมหนาว่ารอยนี้มาจากพ่อของเขา”
จุกเหมือนมีก้อนความเศร้าติดที่คอ

.

“โถขี้” น่าจะเป็นเพลงที่คนรู้จักมากที่สุด “ผู้คนมากมายก่ายกอง ต่างคนต่างคิดว่าอีกคนเป็นรอง แต่ต่างคนต่างไม่เคยคิดว่าเคยนั่งยองๆ ที่โถขี้เดียวกัน” เป็นเพลงที่ทำให้กระตุกให้คิดถึงคำว่า “ชนชั้น” ในสังคมไทย
.

“ไฮ, เฮลโล” เป็นเพลงที่ฉันชอบมาก ภาพผู้หญิงอีสานที่เปลี่ยนมามีผัวฝรั่งซึ่งทำให้ชีวิตดีขึ้น มีท่อนที่ร้องภาษาอีสาน และจบด้วยคำถามว่า “โอไผซอยบอกข่อยแนวาทางที่ข่อยเลือกย่างมันถืกแล้ว” นี่ไง คำถามของผู้หญิงที่ถูกครอบด้วยกรอบความคิดกับการต้องเลือกชีวิตที่ดีกว่า
.
อัลบั้มปิดท้ายด้วยเพลง “ชายเหวี่ยงแห” เพลงเล่าภาพเหมือนฉากเรื่องสั้นของชายอายุราวสี่สิบกว่าๆ ที่ยืนเหวี่ยงแหในคลองระบายน้ำเสีย


“ก็ทุกแรงเหวี่ยงแหของเขาคือการมั่วสุ่มเดาเพื่อเอาชีวิตให้รอดไปอีกหนึ่งวัน คุณไม่มีสิทธิ์มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยการกระทำของเขา”
เพลงจบลงห้วนๆ ประโยคปิดท้ายของอัลบั้ม เหมือนฟาดเข้าที่หัว
.
คำถามของเยนายังคงวนเวียน และฉันก็ร้องไห้ด้วยความคับแค้นอะไรบางอย่างที่คุณก็รู้ว่าคืออะไร

บทความโดย ได้อะไรบ้างไหม

0 Comments 0 Comments
0 Comments 0 Comments