บทความน่าสนใจ

10 อันดับ โรคระบาดที่สังหารมนุษย์มากที่สุด

10 อันดับ โรคระบาดที่สังหารมนุษย์มากที่สุด


อันดับ 10 : อีโบล่า - สังหารประมาณ 10,000-20,000 ศพ

อีโบล่าเป็นโรคซึ่งมีสาเหตุจากไวรัส พบในอัฟริกาตะวันตก ครั้งแรกปี 1976 ตั้งชื่อตามแม่น้ำอีโบล่า แถวๆคองโก กลับมาระบาดใหญ่ช่วงปี 2014-2016 นี่เอง

อาการคล้ายกับไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงมาก โอกาสเสียชีวิตถึง 50% เลยทีเดียว และยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ต้องรักษาไปตามอาการ

ติดจากคนสู่คน ผ่านสารคัดหลั่ง แต่จะแพร่เชื่อได้เมื่อเริ่มมีอาการเท่านั้น
.
.
.


อันดับ 9 (ร่วม)

สองสหายโรคจากยุง

ไข้เลือดออก - สังหารประมาณล้านศพ

เกิดจากไวรัสซึงมียุงลายเป็นพาหะ

ทำให้เกิดไข้สูง และจะลดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเขียวปลายมือปลายเท้า อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด

ปัจจุบัน ติดกันถึง 50 ล้านคนต่อปี ตายกันที่ประมาณปีละ 10,000 คน
.
ไข้เหลือง - สังหารประมาณล้านศพ

ไข้เหลืองพบในอเมริกาใต้ และอัฟริกา แต่ไม่พบในเอเชีย ติดจากยุง

ว่ากันว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอัฟริกาและมาถึงอเมริกาผ่านการค้าทาส

อาการไข้ หนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ และมีการทำลายตับ จนเป็นดีซ่าน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ

ปัจจุบันมีวัคซีน และรักษาได้ แต่ยังมีชาวอัฟริกาจำนวนมากที่ไม่ได้รับวัคซีน ทำให้ป่วยกันอยู่ประมาณ 2 แสนคน และเสียชีวิตราว 3 หมื่นรายต่อปี
.
.
.


อันดับ 8 ไข้รากสาดใหญ่ หรือ ไทฟัส Typhus - สังหารประมาณ 3 ล้านศพ

เกิดจากแบ็คทีเรีย มีไรอ่อนซึ่งชอบอยู่ตามป่าหรือแม่น้ำเป็นพาหะ

ทำให้เป็นไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน เกิดผืนแดง ต่อมน้ำเหลืองบวม อาจเกิดโรคแทรกซ้อนเสียชีวิต
.
.
.


อันดับ 7 : AIDs - สังหารประมาณ 36 ล้านศพ

โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัส HIV พบครั้งแรกในช่วงปี 1890s

HIV จะไปทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้อาการซึ่งสังหารเหยื่อจริงๆจะตามมาหลังจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เปรียบเทียบก็เหมือนฆ่ายาม แล้วรอโจรมาปล้นทีหลัง

ติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง เลือด น้ำเชื้อ น้ำหล่อลื่น รวมถึงของเหลวทางทวารหนัก - สาเหตุที่พบบ่อยคือเพศสัมพันธ์ แม่สู่ลูก เข็มฉีดยา

ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่มียาต้านไวรัสไม่ให้ออกฤทธิ์
.
.
.


อันดับ 6 : อหิวาตกโรค - สังหารประมาณ 40 ล้านศพ

อหิวาตกโรค (cholera) หรือโรคห่า เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียนอย่างหนัก นำไปสู่ภาวะขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่อย่างรวดเร็ว

การติดต่อเกิดจากการปนเปื้อนในน้ำและอาหาร

บันทึกรายลักษณ์อักษรแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้คือที่อินเดียในปี 1563

ในแถบสยามก็รู้จักโรคนี้มานานแล้ว สมัยก่อนถ้าห่าลงทีก็อาจจะตายกันได้ทั้งหมู่บ้าน หรือทั้งเมือง มีบันทึกทางอินเดียว่าเริ่มระบาดจากเบงกอล (มาถึงสยามด้วย) ช่วง 1800s และระบาดผ่านทางเรือไปถึงอังกฤษ

จอห์น สโนว์ (ที่ไม่ใช่ตัวละครในเกมส์ออฟโทรน) เสนอว่าสาเหตุน่าจะมาจากน้ำ ในขณะที่ทฤษฎีของแพทย์สมัยนั้นเชื่อว่าโรคติดต่อจาก "อากาศเสีย" ทำให้ จอห์น สโนว์ กลายเป็นบิดาแห่ง สุขภาวะ และ ระบาดวิทยา
.
.
.


อันดับ 5 : ไข้หวัดใหญ่ - สังหารประมาณ 50 ล้านศพ

ไข้หวัดใหญ่ influenza หรือ เกิดจากเชื้อไวรัส มีบันทึกว่าเริ่มเล่นงานมนุษย์ตั้งแต่ปี 1760

แต่เหตุการณ์ใหญ่จริงๆเรียกว่าไข้หวัดสเปน ในปี 1918 ติดกันมากกว่า 100 ล้านคน และส่งมนุษย์ไปสู่ความตายมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียอีก

ทุกวันนี้มนุษย์มีภูมิต้านทานกับไข้หวันสเปนจนกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลธรรมดาไปแล้ว แต่ยังมีไข้หวันใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาสังหารมนุษย์อยู่เรื่อยๆ
.
.
.


อันดับ 4 : กาฬโรค - สังหารประมาณ 240 ล้านศพ

กาฬโรค หรือไข้ดำ (Plague) เป็นฝันร้ายของยุคกลาง ติดต่อจากสัตว์สู่คน

โดยพาหะมักจะเป็นสัตว์ฟันแทะ เช่นหนู กระรอก คนจะติดเพราะถูกหมัดหนูซึ่งมีโรคนี้อยู่กัด

ออกอาการได้ 3 แบบ คือ
- แบบต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวม
- แบบปอด รุ่นนี้ติดจากคนสู่คนได้ อาจทำให้ตายได้ภายในไม่กี่วัน
- แบบกระแสเลือดทำให้เกิดเลือดออกใต้ผิวหนังด้วย จนมองเห็นว่าผิวหนังบางส่วนเป็นสีดำ

กาฬโรคเป็นโรคที่รุนแรงมาก แถมยังระบาดได้กว้างมาก

การระบาดใหญ่ในประวัติศาสตร์เกิดขึ้น 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งส่งผลเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ยุโรป

ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปี 541-542 ที่จักรวรรดิโรมันตะวันออก ในสมัย จักรพรรดิจัสติเนียน จึงถูกเรียกว่า Plague of Justinian ในคราวนั้นคนตายไปราว 25 ล้านคน ส่งผลให้ความฝันจะตีเอาโรมคืนของจัสติเนียนไม่สำเร็จ แถมยังทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันออกอ่อนแอ จนเดินสู่เส้นทางของความล่มสลายในอนาคต

ครั้งที่สอง เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคกลางประมาณปี 1340–1400 ตายกันชิบหายทั้งยุโรป จนกระทั้งผู้คนหนีตายย้ายถิ่น ทำให้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์หรือฟีดัลล่มสลาย เกิดพ่อค้าขึ้น และจบยุคของอัศวิน

ครั้งที่สาม เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เริ่มต้นขึ้นที่เมืองจีน บริเวณหยุนหนาน และระบาดไปรอบๆ ท้ายที่สุดก็ลงฮ่องกง และกระจายไปทั่วโลกผ่านเส้นทางเดินเรือ

หน้ากากรูปอีกานี้ เป็นชุดของหมอ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของกาฬโรค ถูกใช้ในการระบาดช่วงยุคกลาง ถูกคิดค้นโดย ชาร์ล โดลม หมอชาวฝรั่งเศสสมัยนั้น

หมอยุคนั้นมีความเชื่อว่า กาฬโรคเกิดจาก "อากาศเสีย" เขาจึงปิดตาด้วยแก้ว และพยายามใส่สมุนไพรในจงอยปากอีกา อย่างน้อยคงจะดีกว่าไม่มีชุดล่ะมั้ง

ทุกวันนี้มียารักษากาฬโรคแล้ว แต่ยังมีคนเสียชีวิตเพราะโรคนี้อยู่
.
.
.


อันดับ 3 ฝีดาษ - 500 ล้านศพ

ฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ (Smallpox) เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง ระยะฟักตัว 1-2 สัปดาห์

ทำให้ ไข้สูง ปวดหัว อาเจียน จากนั้นจะเกิดผื่นขึ้นเต็มตัว และกลายเป็นหนองตุ่มน้ำ และตกสะเก็ด โอกาสตายประมาณ 1 ใน 3

เชื้อแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับส่วนที่เป็นฝี หรือน้ำมูก น้ำลาย ละอองไอจาม ก็ได้

ในศตวรรษที่ 16 เมื่อชาวยุโรปพบอเมริกา ได้เอาโรคนี้ไปติดชาวพื้นเมืองที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ตายไปถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้สเปนพิชิตอเมริกากลางได้โดยง่าย

โรคนี้ระบาดกันไปทั่ว ว่ากันว่าในสงครามประกาศเอกราช ทหารสหรัฐอเมริกาเป็นโรคนี้ตายกันมากกว่าตายเพราะถูกอังกฤษฆ่าเสียอีก

เอดเวิร์ด เจนเนอร์ หมอชาวอังกฤษ คิดค้นวัคซีนขึ้นปลายศตวรรษที่ 18 ตอนนั้นชาวยุโรปรู้จักแนวคิดเรื่องภูมิคุ้มกันแล้ว เจนเนอร์สังเกตว่าพวกเมดรีดนมวัวที่ติดฝีวัวไม่เป็นฝีดาษ ดังนั้นฝีวัว น่าจะเป็นญาติฝีดาษ แต่เบากว่า จึงทดลองปลูกฝีวัวให้แก่เด็ก และได้ผล

ฝีดาษเป็นโรคร้ายสำคัญในประวัติศาสตร์สยาม จนกระทั่งหมอบลัดเลย์นำการปลูกฝีมาใน ปี 1835

ฝีดาษเป็นโรคติดต่อมรณะโรคเดียวที่มนุษย์มีชัยชนะเหนือมัน เรากำจัดฝีดาษออกไปจากโลกได้แล้วในปี 1977
.
.
.


อันดับ 2 วัณโรค - 1,000 ล้าน ศพ

วัณโรค (TB) เกิดจากแบคทีเรีย ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงอาการที่ปอด แต่อาจเกิดที่กระดูก หรือเยื่อหุ้มสมองได้ด้วย

อาการมีสองระยะ ตอนระยะแฝงตัวจะยังไม่แสดงอาการอะไรมาก แต่เมื่อเข้าระยะที่สอง จะมีไข้ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หนาวสั่น น้ำหนักลด ไม่อยากอาหาร

ติดต่อกันผ่านทางอากาศได้ด้วยการหายใจ การจาม การไอ หรือการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรคติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

วัณโรคเป็นโรคคลาสสิคของมนุษยชาติ เชื่อกันว่ามีหลักฐานย้อนไปได้ถึง 17,000 ปีก่อน มีมัมมี่อียิปที่ตายเพราะ วัณโรค ตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาล

TB เป็นเรื่องลึกลับจน โรแบร์ท ค็อค แพทย์ชาวเยอรมันค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนี้ในปี 1882 ทำให้เกิดแนวทางในการรักษา TB ขึ้น

ปัจจุบัน TB รักษาได้ด้วยการกินยาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบัน TB ก็ยังฆ่าคนไป 1-2 ล้านคนต่อปี

เชื้อ HIV มักจะแท็คทีมเปิดแนวป้องกันให้ TB โจมตี TB จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรค AIDs
.
.
.


อันดับ 1 มาลาเรีย - 50,000 ล้านศพ?

มาลาเรีย หรือไข้ป่า เป็นโรคที่สังหารคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

มาลาเรียเป็นโรคเขตร้อน เกิดจากปรสิต ที่ใช้ยุงก้นปล่องเป็นพาหะ

ปรสิตจากยุงจะเข้าไปสิงที่ตับ จากนั้นก็จะแพร่ไปที่เม็ดเลือดแดง กระจายไปทั่วร่าง การซ่อนตัวในตับ และเม็ดเลือดแดงทำให้มันไม่ถูกตรวจจับด้วยระบบป้องกันของร่างกาย

หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของมาลาเรีย คือยุงในอำพัน อายุ 60 ล้านปี ซึ่งเป็นพาหะของมาลาเรีย ทำให้เรารู้ว่ามาลาเรียอยู่บนโลกนี้มาก่อนอารยธรรมมนุษย์เสียอีก

มาลาเรียเป็นศัตรูคู่ฟ้าของมนุษยชาติ งานวิชาการทางประวัติศาสตร์เคลมว่ามาลาเรียฆ่าเผ่าพันธ์มนุษย์และบรรพบุรุษของเรามาแล้ว 500,000 ปี จากโมเดลทางคณิตศาสตร์คำนวนว่า มาลาเรียน่าจะฆ่ามนุษย์มาแล้วมากกว่า 50,000 ล้านคน

เรามีบันทึกว่าแรงงานอียิปที่สร้างปิรามิดติดมาลาเรียตาย โรคมาลาเรียเป็นที่รู้จักในกรีกตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาล ทางจีนก็มีบันทึกถึงอาการป่วยเช่นนี้ตั้งแต่เวลาไล่เรี่ยกัน

ศตวรรษที่ 16 บาทหลวงชาวสเปนที่ไปเผยแพร่ศาสนาได้เรียนรู้วิธีรักษาโรคมาลาเรียจากชาวพื้นเมืองคือการใช้ต้น ควินิน ซึ่งต่อมานักเคมีชาวฝรั่งเศสได้สะกัดออกมาเป็นยาในศตวรรษที่ 19

ในศตวรรษที่ 20 มาลาเรียเริ่มดื้อยา การใช้ควินินไม่ค่อยได้ผล ถู โยวโยว เภสัชหญิงชาวจีน สะกัดตัวยา "อาร์ติมิซินิน" ขึ้นมาจากได้สมุนไพรในตำราจีน ทำให้เธอเป็นสตรีจีนคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล

ปัจจุบันมีผู้ติดเชื่อราวปีละ 200 ล้านคนทุกปี และตายมากกว่า 6 แสน และเริ่มมีการดื้อยา อาร์ติมิซินิน แล้วด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/1030548200366605/photos/a.1031137236974368/2861482180606522/?type=3&theater&ifg=1

0 Comments 0 Comments
0 Comments 0 Comments