บทความน่าสนใจ

Rwanda Genocide กับการข่มขืนเพื่อล้างเผ่าพันธุ์...

Rwanda Genocide กับการข่มขืนเพื่อล้างเผ่าพันธุ์...

ทราบกันดีอยู่แล้วหลายท่านกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของมนุษยชาติที่กินเวลากว่า 3 เดือน...ใช่แล้วครับ 3 เดือนกว่า (รวม 100 วัน) ที่มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 800,000 – 1,000,000 คน ซึ่งกว่า 93% ของตัวเลขนี้คือชาวทุตซี (Tutsi)

ชั่วขณะนั้นทุกๆ 1 นาที จะมีคน 6 คน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ต้องสังเวยชีวิต และยาวนานต่อเนื่องไป 3 เดือนกว่า คิดเอาเถิด...มันนรกบนดินชัดๆและที่สำคัญมีจำนวนผู้หญฺงที่ถูกข่มขืนในช่วงเวลานี้กว่า 250,000 – 500,000 ราย แล้วยิ่งกว่านั้นคืออะไรรู้ไหมครับ?...มันไม่ใช่การข่มขืนธรรมดา แต่เป็นการข่มขืนเพื่อล้างเผ่าพันธุ์หรือเพื่อการกำจัดประชากรของเหล่าทุตซี่ให้หมดไปสิ้นโลก...คือ กล่าวได้ว่า 67% ของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนในจำนวนข้างต้นนั้น ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์...จากการวางแผนอย่างเป็นระบบ เป็นเจตนาตั้งใจที่จะให้ผู้ติดเชื้อ HIV เป็นเสมือนอาวุธชีวภาพในการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ทุตซี่ให้หมดไป...คิดถึงสิครับ ลองมองญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนพ้องของท่านรอบข้าง หากต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ท่านจะรู้สึกเช่นไร...ท่านคงรู้สึกใจหายสักพัก แต่ก็โล่งใจที่มันไม่เกิดกับชีวิตของพวกท่าน แต่กับคนเหล่านี้ มันเกิดขึ้นจริง...และหลายคนยังคงมีชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่ต่อ....

มีการจับกุมสตรีชาวทุตซี่ไว้เป็นทาสกาม เสมือนเป็นรางวัลให้กับหนุ่มฮูตูที่เพิ่งทำผลงานฆ่าชาวทุตซี่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศได้เรียงคิวข่มขืนอย่างเป็นระบบ...โดยผู้มีเชื้อ HIV เพื่อเป็นการทรมานทั้งทางกายและทางจิต ไม่สามารถสืบสานวงศ์ตระกูลต่อไปได้อย่างสมบูรณ์...จากคำบอกกล่าวของหญิงสาวนางหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อการข่มขืนในช่วงเวลาขณะนั้น เธอเล่าว่าเธอต้องถูกข่มขืนอย่างมาราธอนเป็นเวลากว่า 60 วัน ทั้งต่อหน้าลูกๆของเธอทั้ง 6 คน และภายหลังเธอพบว่าเธอติดเชื้อ HIV...มีงานวิจัยเชิง Social Science และการสืบหาถึงความตั้งใจในการถ่ายเชื้อผ่านการข่มขืนในขณะนั้นอย่างมากมาย ได้มีหนังสือที่น่าสนใจอย่าง The Right to Survive : Sexual Violence, Woman and HIV/AIDS โดย Francoise Nduwimana ได้สืบเสาะรวมรวมสรุปคำให้การของเหยื่อในการข่มขืนที่รอดชีวิตว่ามีความพยายามถ่ายเชื้อจริงและได้กระทำอย่างเป็นระบบ...

จากการให้ปากคำของเหยื่อรายหนึ่ง เธอเล่าว่าผู้ข่มขืนได้ข่มขู่ขณะกำลังข่มขืนเธอว่า “กูไม่ฆ่ามึงหรอก สิ่งที่กูจะทำกับมึงมันยิ่งไปกว่านั้น มึงจะต้องค่อยๆตายไปอย่างช้าๆ” แม้จะมีการโต้แย้งกันในหมู่นักวิชาการที่พยายามสืบเสาะหาความจริงว่า เป็นความตั้งใจจริงหรือไม่ แต่กระนั้นผลมันก็เป็นเช่นนั้นจริง มีจำนวนหญิงชาวรวันด้า ทั้งทุทซี่และฮูตู(ที่ให้ความช่วยเหลือทุทซี่) ถูกข่มขืนจำนวนมากและติดเชื้อ HIV อย่างกว้างขวง กระทบไปถึงค่าใช้จ่ายงบประมาณและการที่ไม่สามารถเข้าถึงยารักษาที่ถูกต้อง...นอกจากนั้นหลายคนยังมีอาการทางจิต ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข มีแต่ความทุกข์ และภายหลังจากเหตุการณ์เลวชาติฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ้นสุด มีเพียง 93 คนเท่านั้น 93 คน ใช่แล้ว 93 คนที่ถูกดำเนินคดี!!! และที่สำคัญถูกตัดสินผิดเป็นเพียง 61 คน! โลกนี้ไร้ความยุติธรรม พวกชาวฮูตู ก็ต้องกลับเข้าสู่สังคม กลับบ้านเดิม ไปเป็นเพื่อนบ้านชาวทุทซี่ที่รอดชีวิต รวมถึงกลุ่มที่ถูกข่มขืนด้วย บางคนทุกวันนี้ ยังต้องเจอค่าหน้าตาคนที่เคยข่มขืนเธอ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเธออยู่ทุกวี่ทุกวัน เสมือนไม่ได้รับความผิดใดๆ...

จะเห็นได้ว่า แม้เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ้นสุดยุติ แต่ปัญหามันยังคงดำเนินไปอีก...ผมขอเล่าแค่เฉพาะในส่วนของการข่มขืนในภาวะสงคราม ปัญหาที่ตามมานอกจากจำนวนผู้เสียชีวิต ยังมีเรื่องของเด็กกำพร้าจำนวนมหาศาล และการตั้งครรภ์ของผู้ถูกข่มขืนซึ่งต้องเลี้ยงดูเด็กที่ต้องเกิดมาอีกจำนวนหลาย...ชีวิต....

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจาก นานาชาติ ที่มองข้าม ปล่อยปละละเลย ไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยง ไม่อยากจะสูญเสียหรือใช้จ่ายงบประมาณเข้าแทรงแซงยับยั้งเหตุการณ์ดังกล่าว...

ขอบคุณข้อมูลจากเฟสบุ๊ค The Wild Chronicles Group สมาคมผู้สนใจประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ

0 Comments 0 Comments
0 Comments 0 Comments