ข่าวสุขภาพ

ความเหงาในวัยเด็ก-หนุ่มสาว อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว

#โรคซึมเศร้า #โควิดกรุงเทพ #Lockdown2

ความเหงาในวัยเด็ก-หนุ่มสาว อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว

27/12/2563
การแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อคดาวน์ จะทำให้เกิดปัญหาทางด้านสังคมต่อประชากรทั้งโลกโลกในทุกช่วงอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนโดย ความเหงาเมื่อไม่ได้เข้าสังคม จะทำให้มีปัญหาสุขภาพจิต ความวิตกกังวลและรวมถึงภาวะซึมเศร้า อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาในอีกหลายปีข้างหน้า เรื่องนี้ได้ถูกตีพิมพ์ล่าสุดในวารสาร American Academy of Child and Adolescent Psychiatry (JAACAP) โดย Elsevier
ซึ่งรายงานเกี่ยวกับหลักฐานที่มีอยู่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะโดยระบุว่า
ความเหงาเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตรวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล - อาจส่งผล
กระทบต่อพวกเขาในอีกหลายปีต่อมา

การทบทวนงานศึกษาที่มีอยู่ก่อนแล้วกว่า 60 ชิ้นที่ ในหัวข้อที่ครอบคลุมความโดดเดี่ยวความเหงาและสุขภาพจิตสำหรับคนหนุ่มสาวที่มีอายุระหว่าง 4 ถึง 21 ปี พบหลักฐานมากมาย
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเหงาและปัญหาสุขภาพทางจิตมีความเสี่ยงที่จะเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน

"ในขณะที่การปิดโรงเรียนดำเนินต่อไป สถานที่เล่นในร่มยังคงปิดอยู่ และอย่างดีที่สุดคนหนุ่มสาวสามารถพบปะกันกลางแจ้งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น จะมีโอกาสทำให้หลายคนจะเหงา (และยังรู้สึกเช่นนั้นเมื่อเวลาผ่านไป)" Maria Loades อาจารย์อาวุโสด้านจิตวิทยาคลินิก ที่ University of Bath กล่าว

My image

"การทบทวนและประเมินเกี่ยวกับความเหงาจะผลกระทบต่อสุขภาพจิตในเด็กและคนหนุ่มสาว พบว่าความเหงาเกี่ยวข้องกับทั้งความซึมเศร้า และความวิตกกังวลนี้ เกิดขึ้นเมื่อวัดทั้งความเหงาและสุขภาพจิตในเวลาเดียวกันเมื่อ ความเหงาถูกวัดแยกกัน และเมื่อวัดอีกครั้งในอีก 9 ปีต่อมา" ดร. Loades กล่าวเสริม

"จากความเกี่ยวข้องกับบริบทของ COVID-19 เราพบหลักฐานบางอย่างว่า ช่วงเวลาแห่งความเหงาจะมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตในภายหลัง"

จากการศึกษาพบว่าเด็กและคนหนุ่มสาวที่เหงาอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นถึงสามเท่าในอนาคต และผลกระทบของความเหงาจะมีต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิต เช่นอาการซึมเศร้าอาจคงอยู่ได้นานหลายปี นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่าระยะเวลาของความเหงา อาจมีความความรุนแรง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในอนาคตของคนหนุ่มสาวอีกด้วย

สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก อาจจะมีเหงาจะลดลงน้อยกว่า เมื่อพวกเขาสร้างการติดต่อ
และการเชื่อมต่อทางสังคมใหม่อีกครั้ง เมื่อการล็อคดาวน์ผ่อนคลายลง (หรือเมื่อพวกเขากลับไปโรงเรียนหรือวิทยาลัย) แต่ความรู้สึกเหงาบางส่วนอาจยังคงมีผลต่อพวกเขา เมื่อกลับมาดำเนินชีวิตทางสังคมแบบปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะถูกแยกตัวออกจากสังคม เข้าสังคมยาก

"เด็ก ๆ ต้องการวิธีหรืออย่างอื่นเพื่อให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลควรจะหาวิธีเพื่อที่คุณภาพชีวิตของเด็กๆจะดีขึ้น ด้วยการารส่งข้อความด้านสาธารณสุขในการป้องกันเบื้องต้น และในขณะเดียวกันเราควรใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อกันต่อไป"

ในขณะที่เราทำในสิ่งที่ทำได้เพื่อบรรเทาผลกระทบของความเหงาและสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมขึ้นมาใหม่ เราก็ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตที่จะเพิ่มเนื่องจากผลที่ตามในอีกหลายๆเรื่องหลังจากเหตุการ Lock Down เช่นการขาดโครงสร้างการไม่ออกกำลังกาย และความวิตกกังวลทางสังคมและ การแยกตัวที่อาจเกิดขึ้นเมื่อกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนอกบ้าน

My image

แปลจาก: sciencedaily

0 Comments 0 Comments
0 Comments 0 Comments