ความเป็นมาของคำว่า "ไดโนเสาร์"

ความเป็นมาของคำว่า "ไดโนเสาร์"

ไดโนเสาร์ปรากฏในความรับรู้ของมนุษยชาติเป็นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1842 โดย เซอร์ริชาร์ด โอเวน นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ชาวอังกฤษ ได้บัญญัติศัพท์คำว่า ไดโนซอเรีย(Dinosauria) หรือ ไดโนเสาร์ ที่มีความหมายว่า “กิ้งก่าที่น่าสะพรึงกลัว” เพื่อใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ขนาดยักษ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

แม้คำว่า ไดโนเสาร์ จะเพิ่งถูกใช้ใน ค.ศ. 1842 แต่ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์คุ้นเคยกับซากดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหินหรือ ฟอสซิล อยู่ไม่น้อย ชาวกรีกและโรมันโบราณ เชื่อว่า กระดูกเหล่านี้เป็นอสุรกายที่ถูกวีรบุรุษในตำนานสังหาร ขณะที่ชาวจีนเชื่อว่า ฟอสซิล คือกระดูกมังกรและเรียกว่า ข่งหลง ทั้งว่า มีสรรพคุณวิเศษในการรักษาโรค

ในยุคกลาง ความเชื่อในศาสนาคริสต์มีอิทธิพลต่อวงการวิชาการอย่างสูง พวกนักบวชและนักปราชญ์ยุโรปเชื่อว่า นับแต่พระเจ้าสร้างโลก ยังไม่มีสัตว์ชนิดใดสูญพันธุ์ และสิ่งมีชีวิตสมัยโบราณมีรูปร่างหน้าตาแบบเดียวกับในยุคปัจจุบัน ส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่พบ ก็ถูกอธิบายว่า เป็นซากช้างศึก ไม่ก็สัตว์ร้ายอื่นๆ ที่ชาวโรมันโบราณนำเข้ามาในยุโรป

การค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกที่มีการทำรายงาน เป็นผลงานของ โรเบิร์ต พลอตส์ ภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์แอชโมเลียมในออกซ์ฟอร์ด รายงานที่กล่าวถึง การพบปลายกระดูกต้นขาของสัตว์ตัวโต ถูกพิมพ์ในวารสารธรรมชาติวิทยา ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1677 แต่เนื่องจากความไม่รู้ว่า เคยมีไดโนเสาร์อยู่บนโลก พลอตส์จึงสันนิษฐานว่า กระดูกต้นขาที่เขาพบ น่าจะเป็นกระดูกของช้างศึกที่ชาวโรมันนำมายังเกาะอังกฤษ

เมื่อความเข้าใจเรื่องธรรมชาติวิทยามีมากขึ้น การตีความหลักฐานฟอสซิลที่พบใหม่ก็ทำได้ลึกซึ้งขึ้น
ในทศวรรษที่1820 นายแพทย์สองคน คือ วิลเลียม บัคแลนด์ และ กีเดียน มันเทล ขุดพบฟอสซิลที่ชานกรุงลอนดอน ทั้งสองใช้ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ ศึกษาชิ้นส่วนที่พบและลงความเห็นว่า เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว โดย มันเทล ตั้งชื่อ เจ้าของฟอสซิลที่พบว่า อีกัวนาดอน ซึ่งแปลว่า ฟันแบบอีกัวน่า เนื่องจากกระดูกที่พบ มีลักษณะคล้ายฟันอีกัวน่า ส่วนบัคแลนด์ซึ่งพบฟอสซิลขากรรไกรสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ ได้ตั้งชื่อ สัตว์ที่เขาพบว่า เมกะโลซอรัส หรือ “กิ้งก่ายักษ์”

การค้นพบของนายทั้งสอง เป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ เนื่องจากยุคนั้น ชาวยุโรปเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตในยุคของพวกเขา มีลักษณะไม่ต่างกับในยุคโบราณ ดังนั้น เมื่อพบว่า สัตว์ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วในยุคโบราณ มีลักษณะไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดใดที่มีอยู่ในโลก จึงเป็นการเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เคยเชื่อกันมา ทำให้ทฤษฎีเรื่อง การสูญพันธุ์ ของบารอน จอร์จ คูวิเยร์ ที่ถูกเสนอก่อนหน้าการค้นพบดังกล่าว เริ่มเป็นที่ยอมรับและเมื่อบวกกับทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาวิน ที่ถูกเสนอขึ้นในภายหลัง ก็ทำให้อธิบายได้ว่า ในยุคดึกดำบรรพ์เคยมีสัตว์ยักษ์ อย่าง อีกัวนาดอน และ เมกะโลซอรัสอาศัยอยู่ ทว่าพวกมันไม่อาจปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงต้องสูญพันธุ์ไป
ซึ่งในเวลานี้เอง เซอร์ริชาร์ด โอเวน ได้บัญญัติศัพท์ ไดโนเสาร์ เพื่อใช้เรียก สัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์ เหล่านี้

หลังจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของไดโนเสาร์ พวกเขาก็เชื่อว่า ไดโนเสาร์ คือ สัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นตัวมหึมาที่โง่เขลาและเชื่องช้า ทั้งยังไม่มีพัฒนาการจนเป็นเหตุให้พวกมันต้องสูญพันธุ์ ซึ่งความเชื่อนี้ ได้ดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนานและสะท้อนให้เห็นในภาพวาดและรูปปั้นไดโนเสาร์ในยุคนั้น

แม้วงการวิทยาศาสตร์ช่วงนั้น จะเห็นว่า ไดโนเสาร์เป็น ยักษ์ใหญ่เฉื่อยชา โง่เขลา แต่มันก็กระตุ้นความสนใจของสาธารณชนได้เป็นอันมาก และคงไม่มีประเทศใดที่ให้ความสำคัญกับพวกมันมากเท่าสหรัฐอเมริกา

หลังตั้งประเทศใน ค.ศ. 1781สหรัฐอเมริกาพยายามหาสิ่งที่จะเป็นตัวตนของความเป็นชาติ ขณะที่ยุโรปมีประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของกรีกและโรมันแต่สหรัฐกลับไม่มีอะไรเช่นนั้น และด้วยความพยายามนี่เอง ทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาสนใจไดโนเสาร์ โดยพยายามศึกษาและขุดค้นซากฟอสซิลของสัตว์ยักษ์พวกนี้ เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า สหรัฐ คือผู้พิทักษ์มรดกทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นี้ หรือ พูดสั้นๆว่า สหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิ์ว่าตน คือ เจ้าของไดโนเสาร์ ก็คงไม่ผิดนัก

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ ทำให้การค้นคว้าเรื่องไดโนเสาร์ก้าวหน้าเป็นอย่างมากในอเมริกา และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็คือ สงครามกระดูก ซึ่งเป็นการแข่งขันกัน ค้นหาซากฟอสซิลของ นักโบราณชีววิทยาชาวอเมริกันสองคน คือ เอ็ดเวิร์ด ดริงเกอร์ โคป และ โอทเนียล ชาร์ลส์ มาร์ช โดยทั้งสองแข่งกันค้นหาซากไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ ใหญ่โต และแปลกกว่าอีกฝ่าย

ในทศวรรษที่ 1870 - 1890 การแข่งขันของทั้งสองดำเนินไปอย่างดุเดือดบนแผ่นดินอเมริกา โดยเฉพาะแถบเชิงเขาและพื้นที่รกร้างทางภาคตะวันตก พวกเขาต่างระดมแรงงานและวิธีการต่างๆ เพื่อขุดซากออกมาให้มากที่สุด บางครั้งถึงกับใช้ระเบิดทำลายพื้นที่ซึ่งตนได้ขุดค้นไปแล้ว เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตามมาขุดในพื้นที่นั้นอีก

ระหว่างสงครามกระดูก อันดุเดือดที่ดำเนินต่อเนื่องกันถึง 20 ปีนี้ ทั้ง โคป และ มาร์ช ได้ค้นพบไดโนเสาร์รวม 130 ชนิด ทั้งนี้รวมถึงพวกที่มีชื่อเสียงเช่น ไทรันโนซอรัส สเตโกซอรัส และ ไทรเซราทอป ด้วย

หลักฐานมากมายที่ถูกพบในสงครามกระดูก ทำให้ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์พัฒนาขึ้นมากและสหรัฐ ก็ประสบความสำเร็จในการอ้างสิทธิในมรดกธรรมชาติแห่งยุคดึกดำบรรพ์นี้

แม้ศาสตร์แห่งไดโนเสาร์จะพัฒนามากขึ้น แต่ภาพของไดโนเสาร์ก็ยังเป็น สัตว์เลื่อยคลานเลือดเย็น ที่โง่เขลา เฉื่อยชา ซึ่งภาพลักษณ์ดังกล่าวได้รับการตอกย้ำให้ชัดเจนจากภาพวาดของบรรดาจิตรกร โดยผู้ที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในกลุ่มนี้ ก็คือ ชาร์ล อาร์ ไนต์ จิตรกรแห่งช่วงต้นสมัยศตวรรษที่ยี่สิบ

ชาร์ล ไนต์ ได้อุทิศชีวิตให้กับการวาดภาพไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์โดยอาศัยหลักฐานประกอบจากข้อมูลที่ดีที่สุดในยุคนั้น ภาพวาดของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือและนิตยสารมากมาย รวมทั้งภาพของ อัลโลซอรัส, สเตโกซอรัส, ภาพไทรันโนซอรัสกำลังต่อสู้กับไทเซราทอป และภาพอะพาโทซอรัสที่ยืนแช่อยู่ในน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นเคยกันมานาน

อิทธิพลจากงานของไนต์ส่งผลถึงการจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์ทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยพวกเขาได้นำกระดูกไดโนเสาร์ที่ประกอบเป็นตัว มาจัดวางอยู่หน้าภาพวาดของพวกมัน ในยามมีชีวิต หรือแม้แต่ภาพยนตร์ในช่วงนั้น ก็ยังใช้ภาพของไนต์เป็นต้นแบบในการสร้างไดโนเสาร์ที่ปรากฏในเรื่อง

รูปปั้นอิกัวนาดอน ที่คริสตัน พาเลซ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปั้นขึ้นในปี ค.ศ.1854 ตามความเชื่อในสมัยวิคตอเรีย

ภาพลักษณ์ของไดโนเสาร์เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยในปลายทศวรรษที่ 1960 จอห์น ออสตรอม ได้พบ ซากของไดโนเสาร์นักล่าขนาดสามเมตร ชื่อ ไดโนนิคัส ที่รัฐมอนแทนา ซากที่พบ แสดงถึงนักล่าที่ว่องไวปราดเปรียว จนไม่น่าจะเป็นสัตว์เลื้อยคลาน

แม้ว่า ออสตรอม จะชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงระหว่างโครงสร้างของนกกับไดโนนิคัสที่พบ แต่ผู้ที่ปฏิวัติวงการไดโนเสาร์ที่แท้จริง คือนักโบราณชีววิทยา นาม โรเบิร์ต เบ็คเกอร์ เขาได้พยายามค้นหาหลักฐานที่สนับสนุนความคิดของเขาที่ว่า ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นที่ปราดเปรียว มิใช่ สัตว์เลือดเย็นเชื่องช้าดังเช่นที่เคยเชื่อกัน โดยในปี ค.ศ. 1975 เขาได้เผยแพร่ข้อเขียนและภาพวาด ที่แสดงถึง ความเป็นสัตว์เลือดอุ่นของพวกไดโนเสาร์ ทั้งยังเสนอว่า ไดโนเสาร์บางกลุ่มคือต้นตระกูลของนกอีกด้วย

การค้นพบหลักฐานใหม่ได้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวมากขึ้น อย่างเช่น การค้นพบซากรังของไดโนเสาร์พวกฮาโดรซอร์ ที่บ่งชี้ว่า พวกมันสร้างรังและวางไข่ รวมทั้งเลี้ยงดูลูกอ่อนแบบเดียวกับที่นกทำ หรือการขุดพบซากไดโนเสาร์หลายชนิดในพื้นที่ซึ่งมีหลักฐานทางธรณีวิทยาสนับสนุนว่า เป็นพื้นที่ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นในยุคดึกดำบรรพ์ อันแสดงว่า ไดโนเสาร์ที่อาศัยอยู่ที่นั่น จะต้องเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีอุณหภูมิร่างกายคงที่ จึงจะสามารถอาศัยอยู่ในเขตหนาวเย็นได้ รวมทั้งซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่มีขนแบบเดียวกับนกซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมันกับพวกนก

หลักฐานเหล่านี้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของไดโนเสาร์จากสัตว์เลื้อยคลาน เลือดเย็นโดดเดี่ยวที่ดุร้าย เชื่องช้าและดูโง่เขลา กลายเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่ปราดเปรียว เฉลียวฉลาดและมีพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน ซึ่งภาพลักษณ์ใหม่ของไดโนเสาร์ถูกแสดงให้เห็นในภาพวาดจำนวนมากและภาพยนตร์ต่างๆ โดยภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิคพาร์ค ในปี ค.ศ.1993 แสดงให้เห็นภาพไดโนเสาร์ในฐานะสัตว์เลือดอุ่นที่ปราดเปรียวได้ชัดเจนที่สุด

ปัจจุบัน หลักฐานใหม่ที่ถูกขุดพบ ทำให้มนุษย์รู้จักสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้มากขึ้น ทั้งรูปร่าง การเคลื่อนไหว ลักษณะผิวหนัง การหาอาหารและพฤติกรรมอื่นๆ รวมทั้งความสัมพันธ์เชิงสังคมของพวกที่อยู่รวมฝูง อีกทั้งเข้าใจการทำงานของอวัยวะพิเศษบางอย่าง เช่น หงอนของพวกปากเป็ด หรือ แผงหลังของไดโนเสาร์กินเนื้ออย่างสไปโนซอรัส เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้ายังไม่หยุดนิ่ง โดยมีหลักฐานใหม่ๆ ปรากฏออกมาให้เห็นเสมอและไม่แน่ว่า ในอนาคต ภาพของไดโนเสาร์ที่เราคุ้นเคยในวันนี้ อาจเปลี่ยนแปลงไปอีก ก็เป็นได้

0 Comments 0 Comments
0 Comments 0 Comments