บรูซ สปริงสทีน ชายผู้ช่วยทุบกำแพงเบอร์ลิน

บรูซ สปริงสทีน ชายผู้ช่วยทุบกำแพงเบอร์ลิน

บรูซ สปริงสทีน ชายผู้ช่วยทุบกำแพงเบอร์ลิน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง เยอรมันนีถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งตะวันตกถูกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และเยอรมันตะวันออกถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ สองเยอรมันห่างกันเพียงกำแพงเบอร์ลินที่มีความยาว 155 กิโลเมตรขวางกั้น กระนั้นความเป็นอยู่ของทั้งสองเยอรมันกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

เยอรมันตะวันออกถูกปกครองตามประเทศแม่อย่างโซเวียตรัสเซีย ประชาชนในประเทศรับรู้เฉพาะในสิ่งที่ผู้ปกครองอยากให้พวกเขารับรู้ ให้พวกเขาเห็นและฟังเฉพาะสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากให้ฟัง พวกเขาแทบรับรู้โลกภายนอกน้อยมาก เพลงของศิลปินดังต้องถูกเซนเซอร์และคัดเปิดเฉพาะบางเพลงเท่านั้น

การมาเปิดคอนเสิร์ตของบรูซ สปริงสทีน ในปี 1988 จึงเป็นเรื่องท้าทายสังคมคอมมิวนิสต์มากเพราะหากจะเอ่ยถึงวัฒนธรรมบันเทิงตะวันตก ก็ต้องนึกถึงสหรัฐฯประเทศคู่แข่งสงครามเย็น และยิ่งเอ่ยถึงดนตรีของสหรัฐฯแล้ว ไม่มีใครให้คำจำกัดความได้ดีไปกว่าบรูซ สปริงสทีนอีกแล้ว เขาคือตัวแทนของดนตรีร็อกชนชั้นแรงงานของอเมริกันชนอย่างแท้จริง

แม้เขาเปรียบดั่งฑูตจากฝั่งโลกเสรี แต่กว่าคอนเสิร์ตจะได้จัดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะทางการเยอรมันตะวันออกประชาสัมพันธ์ว่าการแสดงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อระดมทุนช่วยเหลือประเทศนิการากัวโดยที่บรูซไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ทำให้เขาโมโหมากเพราะคิดว่าทางการกับกำลังคิดจะใช้เขาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง บรูซตะคอกใส่ตำรวจลับเยอรมันที่มาอารักขาเขาว่า หากไม่ฉีกโปสเตอร์พวกนั้นออกให้หมด ร็อกสตาร์วัย 38 ขู่จะแพ็คกระเป๋ากลับทันทีหากไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้

กลุ่มยุวชนพรรคคอมมิวนิสต์โต้โผหลักในการจัดงานนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับเงื่อนไขของบรูซ พวกเขาไม่ยอมเสี่ยงเหตุจราจลของฝูงชนราว 300,000 คนที่รอการขึ้นเวทีอยู่นอกกำแพงเบอร์ลิน อันที่จริงแล้วบัตรคอนเสิร์ตมีจำหน่ายเพียง 100,000 ใบเท่านั้น แต่ความขลังของเดอะบอส สามารถเรียกแฟนเพลงที่ไม่มีบัตรอีก 200,000 คน ที่ทะลักเข้ามาชนิดที่เจ้าหน้าที่ห้ามอย่างไรก็เอาไม่อยู่

สุดท้ายบรูซ สปริงสทีนและวงคู่ใจ E Street Band ก็ได้ขึ้นแสดงในวันที่ 19 กรกฎาคม, 16 เดือนก่อนการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน บรูซและสหายขนเพลงดังขึ้นแสดงอย่างเต็มพลังตามแบบฉบับของเขากว่า 4 ชั่วโมงเต็ม ต่อหน้าคนด้านล่างเวที 3 แสนคนพร้อมกับที่ชมทางโทรทัศน์กับทางวิทยุอีกนับล้าน

"ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อรัฐบาลไหนทั้งนั้น ผมมาที่นี่เพียงเพื่อเล่นร็อกแอนด์โรลล์ให้พวกคุณฟัง และผมหวังว่ากำแพงที่ขวางกั้นเรานี้จะพังทลายในสักวันหนึ่ง" สุนทรพจน์อันลือลั่นของบรูซที่กล่าวเป็นภาษาเยอรมันบนเวที เขาพูดโดยไม่กลัวว่าเมื่อลงจากเวทีแล้วเขาอาจถูกล็อกตัวไปสอบสวนโทษฐานยุยงปลุกปั่น

"พวกเขาไม่ได้ได้ยินข้อความแบบนี้มาก่อน มันส่งตรงไปถึงหัวใจพวกเขา ร็อกสตาร์อเมริกันผู้โด่งดังมาพูดกลางเยอรมันตะวันออก มาบอกพวกเขาว่าสักวันหนึ่งกำแพงต้องพังทลายสักวัน" หนึ่งในผู้ชมวันนั้นบอก

คอนเสิร์ตในค่ำคืนนั้นถูกกล่าวขานว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในเยอรมันตะวันออก ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งชี้ว่าหลังจากจบการแสดงวันนั้น คนทั้งเยอรมันตะวันออกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ประเด็นเรื่องเสรีภาพถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกต่อรัฐบาลของพวกเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อานุภาพของดนตรีมีเหนือปลายกระบอกปืนเสียแล้ว

นึกย้อนไปถึงปี 1987 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพากันล้อมกำแพงเบอร์ลินและใช้ไม้ทุบตีคนที่พยายามปีนกำแพงเพื่อข้ามฝั่งไปชมคอนเสิร์ตของเดวิด โบวี่, หนึ่งปีหลังจากคอนเสิร์ตสปริงสทีน ชาวเยอรมันตะวันออกก็รับรู้ความต้องการของตัวเองเสียที เมื่อพวกเขาพยายามข้ามกำแพงเพื่อไปชมไมเคิล แจ็คสันกับ Pink Floyd แม้ทางการจะส่งตำรวจทหารมาคุมกำแพงและออกคำสั่งให้ใช้กำลังทันทีหากมีการฝ่าฝืน

อาจกล่าวได้ว่าการจัดคอนเสิร์ตบรูซ สปริงสทีนของกลุ่มยุวชนพรรคคอมมิวนิสต์นั้นคือความผิดพลาดใหญ่หลวง เพราะจุดประสงค์แท้จริงของการจัดงานนั่นก็คือทางรัฐบาลต้องการลดความไม่พอใจของบรรดาคนหนุ่มสาวที่ใฝ่หาความสำราญแบบชาวตะวันตก เพราะกลุ่มคนพวกนี้เริ่มฟังแต่สถานีวิทยุของฝั่งเยอรมันตะวันตกมากขึ้น จนแทบไม่มีใครจูนคลื่นสถานีท้องถิ่นเลย พวกเขาหวังจะลดความไม่พอใจนี้ด้วยการเชิญยอดศิลปินจากฝั่งอเมริกามาแสดงสดให้ชม แต่ผลกลับกลายเป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง จนกลายเป็นยากเกินควบคุมเด็กๆเหล่านี้อีกต่อไป

จนวันที่ 13 มิถุนายน 1990 ความหิวกระหายต้องการเสรีภาพของชาวเยอรมันตะวันออกปะทุออกมาเป็นการทำลายกำแพงแห่งความอัปยศที่ขวางกั้นพวกเขาเกือบ 28 ปีนี้ลงตามที่บรูซ สปริงสทีนได้กล่าวเอาไว้เมื่อ 16 เดือนก่อน, นักประวัติศาสตร์ต่างยกให้คอนเสิร์ตครั้งนั้นเป็นคอนเสิร์ตที่สร้างอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุดครั้งหนึ่งในโลก เพราะมันคือเติมเชื้อไฟแห่งการปฏิวัติให้ลุกโชนในหัวใจคนหนุ่มสาวจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในเยอรมันตะวันออกไปตลอดกาล

ขอบคุณข้อมูลจากเฟสบุ๊ค The Wild Chronicles Group สมาคมผู้สนใจประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ

0 Comments 0 Comments
0 Comments 0 Comments